วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Blog คืออะไร?

Blog คืออะไร?

advertisement
หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า Blog คืออะไร? แตกต่างจากไดอารี่ online ไหม? แล้วทำไมคำๆนี้ถึงมาแรงจัง ไปไหนๆก็มีแต่ Blog สรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่?

บล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย – Wikipedia
สรุปง่ายๆ Blog ก็คือ Website รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่บนสุด ส่วนเรื่องเก่าสุดก็จะอยู่ด้านล่างสุด
Blog อาจจะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นของ ไดอารี่ online ก็เป็นได้ โดย Blog จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ซึ่ง ไดอารี่ ก็ถือว่าเป็น Blog ในรูปแบบหนึ่ง
Blog ส่วนใหญมักจะเขียนโดยคนเพียงคนเดียว แต่ก็มีไม่น้อยที่เขียนเป็นกลุ่ม โดยอาจจะมีเรื่องราวเฉพาะไปที่ๆเรื่องประเภทเดียว หรือบางทีก็หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องราวที่เขียนขึ้นมานาน จะถูกเก็บรวบรวมเป็น Archives เก็บไว้ โดยมักจะแสดงผลเป็น link ในรูปแบบ วันเดือนปี เพื่อให้เราสามารถกดเข้าไปดูได้ ก็ไม่ต้องตกใจว่าที่หน้าแรกของ Blog บางทีก็มีเรื่องแสดงแค่ 10 เรื่องก็หมดแล้ว เพราะบางทีใน Archives อาจมีเรื่องอยู่ในนั้นอีกเป็นร้อยๆ โดยที่เราต้องเข้าไปดู
Blog มักจะมาคู่กับระบบ Comment ที่เปิดโอกาสให้คนอ่าน สามารถ Comment ข้อความต่อท้ายในเรื่องที่เรา post ได้ คล้ายๆรูปแบบของ Webboard ไม่ว่าจะเป็นติชม แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือบอกแหล่งข้อมูลใหม่ๆ หรืออาจจะแค่ทักทายเจ้าของ ฺBlog ก็เป็นได้ ถ้าคุณลองเลื่อนไปดูด้านล่างของเรื่องนี้ จะพบช่องให้กรอก Comment ทิ้งข้อความไว้ให้ผมได้ :D
Blog อาจจะมีบริการทั้งเสียเงิน และไม่เสียเงิน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการให้บริการ ซึ่งมักจะติดตั้ง Tool ให้เราสามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากมายนัก
โดยส่วนใหญ่แล้ว Blog หลายๆที่มักจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และลึก เนื่องจากเจ้าของ Blog มักจะนำข้อมูลที่ตัวเองรู้ หรือประสบการณ์มาถ่ายทอด โดยค่อนข้างเป็นกันเอง
แต่ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ๆ ก็หันมามี Blog เป็นของตัวเองกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Google , Yahoo เพราะ Blog สามารถทำตัวเป็น PR ให้กับบริษัทได้ โดยสร้างความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่มีพิธีอะไรมาก สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องเป็นทางการมากนัก และลูกค้าก็ชอบที่จะติดต่อสื่อสารผ่านทาง Blog ด้วย
ปัจจุบันในเมืองไทยมีผู้ให้บริการ Blog อยู่หลายที่ เช่น Bloggang, exteen หรือ BlogKa
หรือต่างประเทศเช่น Blogger, WordPress, MySpaceแล้ววันนี้คุณมี Blog ของตัวเองแล้วหรือยัง?

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของคนในชาติ ต่างๆ
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้ นักสังคมศาสตร์ในประเทศต่างๆ 20 ประเทศ ได้ออกแบบสอบถามความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และสภาวะแวดล้อมของประชากรใน ประเทศ ตัวอย่างคำถามที่ใช้ในการสำรวจมีดังนี้
1.
ปรากฎการณ์เรือนกระจกเกิดจากการที่ชั้น บรรยากาศของโลกมีรูโหว่ ใช่หรือไม่
2.
ในการพยากรณ์ของวิชาโหราศาสตร์นั้น ใช้หลักการและวิธีการของวิทยาศาสตร์ ใช่หรือไม่
3.
สารเคมีทุกชนิดที่นักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์ ได้ หากบริโภคมาก จะทำให้ผู้บริโภคเป็นมะเร็ง ใช่หรือไม่
4.
มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์ อื่น ใช่หรือไม่
5.
รถยนต์มิได้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภา วะมิลพิษในอากาศ ใช่หรือไม่
6.
ยาปฎิชีวนะฆ่าจุลินทรีย์ได้ แต่ฆ่าไวรัสไม่ได้ ใช่หรือไม่
7.
มนุษย์กำลังเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้พืชและ สัตว์ต้องล้มตายไป ใช่หรือไม่
8.
ทุกครั้งที่เราใช้น้ำมัน แก๊ส หรือถ่านหิน เรากำลังทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกในโลก ใช่หรือไม่
ในการใช้ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25,000 คน ผลการสำรวจสรุปได้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของประชากรโลกอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยเฉลี่ย คนแคนาดาเป็นคนที่รอบรู้วิชาวิทยาศาสตร์ดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับคนชาติอื่น โดยสามารถตอบคำถามได้ถูกถึง 63 เปอร์เซ็นต์ คนนิวซีแลนด์มาเป็นที่ 2 เฉลี่ยถูก 62.7 เปอร์เซ็นต์ และคนอังกฤษที่ 3 ถูก 62.4 เปอร์เซ็นต์ นอร์เวย์ 4 ,เนเธอร์แลนด์ 5, ไอร์แลนด์เหนือ 6, สหรัฐฯ 7, และเยอรมนีตะวันออก 8 เชโกสโลวะเกีย 9, เยอรมนีตะวันตก 10, ไอร์แลนด์ 11, ญี่ปุ่น 12, อิตาลี 13, อิสราเอล 14, ฮังการี 15, สโลวาเนีย 17, ฟิลิปปินส์ 18, รัสเซีย 19 และโปแลนด์โหล่ที่ 20 โดยตอบคำถามเฉลี่ยถูก 36 เปอร์เซ็นต์ สถิติแสดงข้อมูลให้ค่อนข้างชัดเจนว่า คนยุโรปตะวันตกรอบรู้วิทยาศาสตร์ดีกว่าคนยุโรปตะวันออก และผู้ชายโดยทั่วไปจะรู้เรื่องเดียวกันนี้ดีกว่าผู้หญิง แต่เมื่อมองในภาพแยก เราก็จะเห็นว่า เพียง 23 เปอร์เซ็นต์ของประชากร รู้ว่ารูโหว่โอโซนในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก ไม่เกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์เรือนกระจกแต่อย่างใด ตัวเลขแสดงว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ยังสับสนเมื่อพูดถึงปรากฎการณ์ทั้งสองนี้
สำหรับคำถามข้อที่สองที่เกี่ยวกับวิชา โหราศาสตร์นั้น คนส่วนใหญ่ 56 เปอร์เซ็นต์ ตอบผิดคิดว่าโหราศาสตร์คือรูปแบบหนึ่งของวิทยาศาสตร์ และเป็นที่น่าสังเกตว่า คนในประเทศคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่จะตอบข้อนี้ถูกว่าไม่ใช่ โดย 82 เปอร์เซ็นต์ของคนรัสเซียตอบถูกว่าไม่ใช่ ในขณะที่ 69 เปอร์เซ็นต์ของคนแคนาดาตอบผิดว่าใช่
สถิติการตอบคำถามที่เกี่ยวกับสารเคมีแสดง ว่า 36 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่ถูกสำรวจตอบถูกว่าไม่ใช่ และในภาพรวม พลเมืองของประเทศที่ร่ำรวยจะตอบข้อนี้ผิดว่าใช่ ส่วนพลเมืองในประเทศที่ยากจนจะตอบข้อนี้ถูกว่าไม่ใช่ เช่น คนอังกฤษ 57 เปอร์เซ็นต์ ตอบใช่ แต่คนโปแลนด์ 69 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าไม่ใช่
ส่วนคำถามที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ นั้น 70 เปอร์เซ็นต์ตอบถูกว่าใช่ ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของ Darwin ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการที่คนอังกฤษ 82 เปอร์เซ็นต์ภูมิใจตอบว่าใช่ แต่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติที่เคร่งศาสนาและเชื่อในพระเจ้า 52 เปอร์เซ็นต์ คิดว่าไม่ใช่
77 เปอร์เซ็นต์ของคนอเมริกันตอบคำถามข้อมลภาวะถูกว่าไม่ใช่ ในขณะที่ 38 เปอร์เซ็นต์ของคนฮังการี ตอบข้อนี้ถูกคนญี่ปุ่นเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ตอบคำถามเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะผิด และ 72 เปอร์เซ็นต์ของคนอังกฤษ ตอบข้อนี้ถูกว่าใช่
คำถามข้อที่ 7 เป็นคำถามที่คนตอบหลายคนสับสน โดยเฉพาะคนที่รู้มากได้นึกถึงเหตุการณ์อุกกาบาตชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว แต่แท้ที่จริง คำถามนี้มุ่งถามเหตุการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นคำตอบที่ถูกคือใช่ คำถามข้อสุดท้ายเป็นคำถามที่คนถามรู้สึกสบายใจที่สุด เพราะ 73 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่ถูกสำรวจตอบข้อนี้ถูกว่าใช่
ในยุคที่การสำรวจประชามติกำลังได้รับความ สนใจจากประชาชนทั่วไปมาก การวิจัยสำรวจที่ได้ดำเนินไปนี้ แสดงให้เราเห็นความแตกต่างด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของคนในชาติต่างๆ สถิติตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรางุนงงหาคำอธิบายไม่ได้ แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ให้ดีเราก็จะเห็นว่าประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อของคนในแต่ละชาติ มีบทบาทมากในการกำหนดความคิดเห็น หรือความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของคนในชาตินั้นครับ

Excel

ตอนที่ 3. การสร้างปฏิทินด้วย Excel

Excel3.1. กล่าวนำ
การสร้าง ปฏิทินด้วย Excel จริง ๆ แล้วไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากมายเพียงแต่เป็นการจัดการ Sheet ของแถวและสดมภ์ เทคนิค Excel ในครั้งนี้จะได้เรียนรู้ในเรื่อง การกำหนดขนาดความกว้างของแถวและสดมภ์ การซ่อนแถวและสดมภ์ การใช้เครื่องมือ การจัดรูปแบบตัววาดรูป รวมถึงการนำ Function มาใช้ในการจัดการกับแถวและสดมภ์
3.2. จำนวนเซลล์ใน Excel
ในแต่ละ Sheet ของ Excel มีจำนวนสดมภ์ (Column) ทั้งหมด 256 สดมภ์ คือ A - IV ขนาดความกว้างของสดมภ์ปกติได้ตั้งค่าไว้คือ 8.43 ส่วนจำนวนแถวมีทั้งหมด 65,536 แถว (Row) คือ แถวที่ 1 - 65,526 ขนาดความกว้างของแถวปกติได้ตั้งค่าไว้คือ 21.75 ดังนั้นในแต่ละ Sheet จะประกอบด้วยเซลล์ที่เกิดจากแถวและสดมภ์มาตัดกันจากแนวนอนและแนวตั้งตาม ลำดับ จำนวนเซลล์จึงมีทั้งหมด = 256 x 65,526 = 16,774,656 เซลล์

3.3. ส่วนประกอบของปฏิทิน

เพื่อให้การ ออกแบบปฏิทินใน Sheet เป็นรูปแบบที่ดูดี เรียบร้อย ช่องเซลล์พอดีกับข้อมูลที่บันทึก มีเทคนิคประการแรกที่จะแนะนำเพื่อให้นำไปใช้ได้ กล่าวคือควรมีการวางแผนโดยการกำหนดการแสดงผลของปฏิทิน ให้พอดีใน 1 หน้ากระดาษและควรมีการตั้งค่าหน้ากระดาษไว้ก่อนล่วงหน้า (ตั้งค่าขอบกระดาษ ซ้าย ขวา บน ล่าง กระดาษแนวตั้งหรือแนวนอน เป็นต้น) และให้กรอกข้อมูลชุดแรกลงไปก่อน (รูปที่ 3-1) หลังจากนั้นให้ดำเนินการจัดขนาดความกว้างของแถวและสดมภ์
0x08 graphicรูปที่ 3-1 บันทึกข้อมูลปฏิทิน
 
การออกแบบ ปฏิทินให้มีขนาดพอดีใน 1 หน้ากระดาษแนวตั้ง ในรูปที่ 9 จำเป็นต้องลดขนาดความกว้างของสดมภ์และความสูงของแถวลง ก่อนออกแบบจึงควรมีแบบของปฏิทินในภาพรวมมาเป็นแนวคิดในการจัดการก่อน กล่าวคือ ปฏิทินใน 1 หน้านี้ ควรจะมีขื่อปฏิทินปี มีเดือนทั้ง 12 เดือน วันและวันที่ มีการกำหนดให้แถวแต่ละแถวบรรจุข้อมูลของปฏิทินลงไป (รูปที่ 3-2)
 
รูปที่ 3-2 การกำหนดแถวของข้อมูลสำหรับการออกแบบปฏิทิน
0x08 graphic
แถวที่ 1-4 ใช้เขียนชื่อปฏิทิน
แถวที่ 5-6 ใช้ตีกรอบนอกและกรอบใน
แถวที่ 7 เขียน เดือน ปี
แถวที่ 9 เขียน วัน
แถวที่ 11 เป็นแถววันที่ แถวที่ 1
แถวที่ 13 เป็นแถววันที่ แถวที่ 2
แถวที่ 15 เป็นแถววันที่ แถวที่ 3
แถวที่ 17 เป็นแถววันที่ แถวที่ 4
แถวที่ 19 เป็นแถววันที่ แถวที่ 5
แถวที่ 21 เป็นแถววันที่ แถวที่ 6
แถวที่ 22 ใช้ตีกรอบใน
แถวที่ 6-22 เป็นแถวของเดือน ม.ค.-มี.ค.
แถวที่ 24-40 เป็นแถวของเดือน เม.ย.-มิ.ย.
แถวที่ 42-58 เป็นแถวของเดือน ก.ค.-ก.ย.
แถวที่ 60-76 เป็นแถวของเดือน ต.ค.-ธ.ค.
แถวที่ 77-78 ใช้ตีกรอบนอกและกรอบใน

3.4.
การตั้งค่าความสูงของแถว
ให้ตั้งค่าดังนี้
แถวที่ 1-4 = 20 แถวที่ 5 = 9 แถวที่ 6 = 3 แถวที่ 77 = 9 แถวที่ 78 = 16
แถวที่ 7-76=16 (ตั้งค่าเป็นขนาด 16 ทั้งหมดก่อน หลังจากนั้น แถวคู่ที่ 8-76 = 3 โดยใช้ F4 ช่วย)

รูปที่ 3-3 การตั้งค่าความสูงแถว 1-4
0x08 graphic
รูปที่ 3-4 การป้อนค่าแถวสูง = 20
0x08 graphic




วิธีปฏิบัติ
ตั้งค่าความ สูงของแถวที่ 1-4 โดยเลื่อนเมาส์ไประบายเลือกแถว
ที่ 1-4 (คลิกเมาส์ไปยังแถวที่ 1 ค้างไว้ ลากลงมายังแถวที่ 4 กดเมาส์ปุ่มขวา เลือกความสูงของแถว (รูปที่ 3-3) หลังจากนั้นให้ป้อนค่าแถวสูง = 20 (รูปที่ 3-4) กดปุ่ม ตกลง
การตั้งค่า ความสูงของแถวที่ 5-78 ให้ตั้งค่าตามที่ตั้งไว้ด้านบน ในส่วนของแถวที่ 7-76 ให้ตั้งค่า = 16 ทั้งหมดไว้ก่อน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนการตั้งค่าเฉพาะในแถวคู่ตั้งแต่แถว 8-76 = 3 โดยใช้ F4 เป็นตัวช่วยเหลือในการใช้คำสั่งให้วนซ้ำ โดยให้ปฏิบัติดังนี้ เลื่อนเมาส์มากดเลือกแถวที่ 8 ตั้งค่าความสูงของแถวที่ 8 = 3 กดปุ่ม ตกลง ไปที่แถวที่ 10 หลังจากนั้นกด F4 ในส่วนที่เหลือก็ให้ไปที่แถวที่ต้องการและตามด้วยการกด F4 จะได้ผลการตั้งค่าความสูงของแถวตามค่าที่กำหนดไว้

3.5. การตั้งค่าความกว้างของสดมภ์ ให้ตั้งค่าดังนี้
สดมภ์ที่ A = 0.8 สดมภ์ที่ B = 1 สดมภ์ที่ C = 0.3 สดมภ์ที่ D = 3
สดมภ์ที่ E-AW สลับขนาดระหว่าง 0.3 และ 3 โดยเริ่มต้นที่ 0.3 ก่อน
สดมภ์ที่ AX = 1 สดมภ์ที่ AY = 3

0x08 graphic
0x08 graphic
รูปที่ 3-5 การตั้งค่าความกว้างของสดมภ์ รูปที่ 3-6 การป้อนค่าสดมภ์กว้าง = 3
 
วิธีปฏิบัติ
ตั้งค่าความ กว้างของสดมภ์ โดยเลื่อนเมาส์ไประบายเลือกสดมภ์ที่ A-AY (คลิกเมาส์ไปยังสดมภ์ A ค้างไว้ ลากไปทางขวาจนถึงสดมภ์ AY กดเมาส์ปุ่มขวา เลือกความกว้างสดมภ์ (รูปที่ 3-5) หลังจากนั้นให้ป้อนค่าความกว้างสดมภ์ = 3 (รูปที่ 3-6) กดปุ่ม ตกลง
ตั้งค่าความ กว้างของสดมภ์ตามค่าที่กำหนดไว้ด้านบน โดยใช้ F4 เป็นตัวช่วยเหลือในการใช้คำสั่งให้วนซ้ำ ให้ปฏิบัติเหมือนกับการกำหนดขนาดของแถวที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ได้รูปแบบของแถวและสดมภ์ รูปที่ 3-7

รูปที่ 3-7 รูปแบบของแถวและสดมภ์ที่ได้ตั้งค่าตามที่กำหนดไว้
0x08 graphic
3.6. การผสานเซลล์
หลังจากได้มี การกำหนดค่าของแถวและสดมภ์ จนได้รูปแบบของปฏิทินเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว
ขั้นตอนต่อไป คือการจัดแนวกลาง (ผสานเซลล์) ให้กับเดือนและปี โดยการระบายแถบทึบจาก D7:P7 กดเมาส์ปุ่มขวาเรียกคำสั่งเมนูลัดขึ้นมา เลือก รูปแบบเซลล์ (รูปที่ 3-8) เพื่อเรียกกรอบตอบโต้ในการจัดรูปแบบเซลล์
 
0x08 graphic
0x08 graphic
รูปที่ 3-8 การเรียกคำสั่งผสานเซลล์ รูปที่ 3-9 การกำหนดรูปแบบในการจัดรูปแบบเซลล์
 
เลือก การจัดวาง ในส่วนของการจัดตำแหน่งข้อความ แนวนอนและแนวตั้ง ให้เลือกกึ่งกลาง สำหรับตัวควบคุมข้อความ ให้เลือกผสานเซลล์ (รูปที่ 3-9) กดปุ่มตกลง
หลังจากนั้น ให้ผสานเซลล์ เดือน กุมภาพันธ์และเดือนมีนาคมที่เหลือโดยใช้ความสามารถของเครื่องมือ (จัดรูปแบบตัววาดรูป) ไปที่ 0x08 graphic (ให้ ตรวจสอบดูด้วยว่า Active Cell ของช่วงเซลล์ที่ทำงานอยู่คือ D7:P7) หลังจากนั้นกดปุ่มเลือกเซลล์ T7 ของเดือนกุมภาพันธ์ ไปที่หลังจากนั้นกดปุ่มเลือกเซลล์ AJ7 ของเดือนมีนาคม

3.7. ทดลองดูตัวอย่างก่อนพิมพ์
หลังจากได้ วางโครงร่างของปฏิทินได้ส่วนหนึ่ง ให้ไปที่ แฟ้ม/ตั้งค่าหน้ากระดาษ ในส่วนของกรอบตอบโต้ตั้งค่าหน้ากระดาษ คลิกเลือกแถบเครื่องมือ หน้า คลิกเลือกวางแนวตั้ง อัตราส่วนให้ปรับเป็น 90 เปอร์เซ็นต์
หลังจากนั้น ให้คลิกเลือก ระยะขอบ ให้ตั้งค่าดังนี้ ซ้าย = 1.4 ขวา = 0.4 บนและล่าง = 1.5 หัวและท้ายกระดาษ = 0.8 คลิกเลือกจัดกลางหน้ากระดาษ ตามแนวตั้ง กดปุ่มตกลง

เมื่อตั้งค่าหน้ากระดาษเสร็จแล้ว ให้ไปที่ 0x08 graphic เพื่อดูตัวอย่างก่อนพิมพ์


3.8. ออกแบบปฏิทินส่วนที่เหลือ

ไปกำหนดทำแถบทึบของช่วงเซลล์ B12:AX13 (เพื่อคัดลอกรูปแบบไปวางไว้ในช่วงเซลล์ส่วนอื่น) ไปที่ 0x08 graphic หลัง จากนั้นคลิกเมาส์ไปวางไว้ที่เซลล์ B14 ผลที่ได้จะทำให้ช่วงเซลล์ B14:AX15 มีรูปแบบเหมือนกับช่วงเซลล์ B12:AX13 ให้ปฏิบัติซ้ำจนได้จำนวนแถวของวันที่ 6 แถว

ตีเส้นกรอบในของแต่ละเดือน  โดยไปเลือกแถบทึบ ช่วงเซลล์ C6:Q22 (เดือนมกราคม) กดลูกศรลงที่แถบเครื่องมือ เส้นขอบ คลิกเลือกรูปแบบเส้นขอบขวาล่างสุด (รูปที่ 3-10) ตีเส้นกรอบในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคมที่เหลือ จะได้รูปแบบปฏิทิน 3 เดือน (รูปที่ 3-11)
0x08 graphic รูปที่ 3-10 การเรียกเส้นขอบมาใช้งาน
0x08 graphicรูปที่ 3-11 รูปแบบปฏิทิน 3 เดือน
เมื่อได้รูป แบบปฏิทิน 3 เดือนแล้วก็คัดลอกรูปแบบดังกล่าวจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือนและ 12 เดือนตามลำดับ จะได้รูปแบบปฏิทินครบทั้ง 12 เดือน ใส่เดือนปีและวันที่ในแต่ละเดือน ตกแต่งปฏิทินให้ดูสวยงามตามต้องการ

3.9. การเขียนชื่อปฏิทิน
แถวที่ 1-4 ได้เว้นไว้สำหรับเขียนชื่อปฏิทิน ให้ใช้คำสั่งจากเครื่องมือในรูปวาด กรณียังไม่มีเครื่องมือดังกล่าวให้เรียกคำสั่งของเครื่องมือนี้มาใช้ โดยไปที่ มุมมอง/แถบเครื่องมือและกดเลือกรูปวาด ที่ส่วนคำสั่งของรูปวาด ให้คลิกปุ่มลูกศรลงที่รูปร่างอัตโนมัติ เลือกดาวและป้ายประกาศและเลือกเลื่อนแนวนอน (รูปที่ 3-12) นำป้ายที่เลือนแนวนอน ไปกดเมาส์ลากแล้วปล่อยวางลงในเซลล์แถวที่ 1-4 ที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นกดเมาส์ปุ่มขวาเรียกคำสั่งเมนูลัดขึ้นมา (ก่อนกดเมาส์ปุ่มขวาต้องให้มั่นใจว่าเมาส์ได้ชี้ไปยังป้ายที่นำไปวางโดยที่ ปลายลูกศรมีเครื่องหมายลูกศรชี้ไปทั้ง 4 ด้าน) เลือก เพิ่มข้อความ (รูปที่ 3-13) พิมพ์คำว่า ปฏิทินปีพุทธศักราช 2546 แก้ไข เปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ตกแต่งสีสรรให้ดูสวยงามตามต้องการ หลังจากสร้างปฏิทินเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง โดยการพิมพ์ออกมาดู ผลงานที่ได้จะเหมือนกับรูปที่ 3-2 ที่ได้ออกแบบไว้

0x08 graphicรูปที่ 3-12 การเรียกป้ายประกาศมาใช้งาน
0x08 graphic รูปที่ 3-13 การเพิ่มข้อความลงในป้ายประกาศ
3.10. การซ่อนแถวและสดมภ์
ปฏิทินที่ออก แบบนี้ได้ถูกสร้างลงใน Sheet ที่มีจำนวนเซลล์หลายล้านเซลล์ เซลล์ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในส่วนของปฏิทินเป็นเซลล์ที่ไม่จำเป็นและไม่ต้องนำมาใช้แสดงจึง ควรมีการซ่อนเซลล์ดังกล่าวไว้ดังนี้
การซ่อนแถว ให้กดปุ่มเมาส์ไปเลือกแถวที่ 79 หลังจากนั้น กดปุ่ม Ctrl+Shift ตามด้วยปุ่มลูกศรลง คลิกเมาส์ปุ่มขวาเลือกคำสั่ง ซ่อน
การซ่อนสดมภ์ ให้กดปุ่มเมาส์ไปเลือกสดมภ์ AZ หลังจากนั้น กดปุ่ม Ctrl+Shift ตามด้วยปุ่มลูกศรขวา คลิกเมาส์ปุ่มขวาเลือกคำสั่ง ซ่อน

3.11. แบบฝึกหัดของงานสร้างสรรได้ด้วยตัวเอง
หลังจากได้ เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงกันแล้วจะเห็นได้ว่าการสร้างปฏิทินด้วย Excel ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อน ผู้เรียนก็ยังสามารถเรียนรู้การจัดการแถวและสดมภ์ในหลายรูปแบบ อีกทั้งยังสามารถนำเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการ Sheet ในส่วนอื่น ๆ ต่อไป ที่สำคัญก็คือความรู้สึกภูมิใจที่ได้ออกแบบสร้างปฏิทินขึ้นมาด้วยตัวเอง สุดท้ายขอให้ผู้ปฏิบัติได้ฝึกการออกแบบปฏิทินในรูปแบบอื่น ๆ อย่าลืมหลังจากออกแบบแล้ว นำความภูมิใจของคุณส่งต่อให้คนอื่นด้วย

Access 2010

Access 2010

เรื่องผีผีผี

ผี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพถ่ายของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นผีของ พระเจ้าเจมส์ที่ 5 แห่งสก็อตแลนด์ ณ ปราสาทแทนทาล ลอน ในนอร์ธ เบอร์วิค เมืองอีสต์ โลเธียน ของสก็อตแลนด์
ผี เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ หรือตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือที่เชื่อถือได้ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความตาย และมีอยู่ในเรื่องเล่ามานานในอดีต ผู้คนมักหวาดกลัวกับผี ไม่ว่าขณะที่เจอกับผี จะมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หรือไม่ก็ตาม โดยสัญชาติญาณแล้วเมื่อรู้สึกว่าตนเจอผี คนจะตัดสินใจที่จะหนี พูดคุยเสียงดัง ๆ แม้ว่าจะคุยคนเดียว สวดมนต์ ขออภัยที่ล่วงเกิน หรือวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อทำให้ตนรู้สึกปลอดภัยขึ้น
ผีเป็นความเชื่อดั้งเดิมของมนุษย์แต่ครั้งโบราณทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่ยุคก่อนจะมีศาสนา แม้ปัจจุบันนี้ ความเชื่อเรื่องผีจะเลือนหายไปบ้างแล้ว แต่ก็มีผู้คนส่วนมากที่เชื่อในเรื่องผีและสิ่งลี้ลับแม้ในประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม
ผีในคติความเชื่อของคนไทยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ คือ ผีดี และ ผีร้าย ผีดี คือบรรพบุรุษที่คอยคุ้มครองดูแล แต่ถ้าไม่เคารพไม่บูชา ไม่เซ่นสวรวง ก็อาจให้โทษได้เช่นกัน เช่น ผีบ้านผีเรือน เป็นต้น ส่วนผีร้าย คือ ผีที่คอยรังควาญ ไม่มีประโยชน์ เช่น ผีปอบ ผีกระสือ เป็นต้น
ผีอาจจะมีมาได้ในหลายลักษณะ แต่ส่วนมากมักจะปรากฏในรูปของอดีตมนุษย์ หรือมีลักษณะบางส่วนที่ค่อนข้างคล้ายกับมนุษย์ ผู้ประสบเหตุการณ์เช่นนี้มักมีความกลัวที่ฝังใจ และเชื่อว่าการที่เจอผีนี้ จำเป็นที่จะต้องทำพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อความสบายใจ หรือเพื่อความปลอดภัย เช่น การกรวดน้ำ ทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทำพิธีส่งวิญญาณ ฯลฯ ตามแต่ความเชื่อของแต่ละท้องที่ หรือ แต่ละบุคคล
ในทางจิตวิทยา อธิบายว่า การที่มนุษย์กลัวผีเกิดจากการที่กลัวบรรพบุรุษ

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] ผีในทางวิทยาศาสตร์

ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อ โดนัลด์ จี คาร์เพนเตอร์ (Dr. Donald G. Carpenter) ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าผีจากรายงานทั่วโลกและได้ข้อสรุปทางฟิสิกส์ต่าง ๆ ดังนี้
นิยามของคำว่าผี
1. ผีอยู่ภายใต้กฏของฟิสิกส์
2. ผีไม่ใช่เรื่องมายากล ไม่ใช่ปาฎิหาริย์ และไม่ใช้เรื่องนอกเหนือกฎธรรมชาติข้อใด ๆ ทั้งสิ้น (ตามที่สันนิษฐานไว้ในข้อ 1.)
3. ผี (Ghost), การหลอกหลอน (poltergeist), วิญญาณ (Soul) ล้วนเกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ในรูปแบบต่างกัน
4. ผี (จากกฎข้อ 1 แล้ว) นับเป็น "สิ่งที่มีตัวตน" ควรจะมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผีตามความเชื่อของชนชาติใด ๆ ก็ตาม
5. ในการปรากฏกายของผีโดยเฉลี่ยแล้ว "ร่าง" ของผีจะกินเนื้อที่เป็นปริมาณ ประมาณ 0.07 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ยเท่ากับคนธรรมดาที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม
มาตรฐานการพบเห็นผี (Standard Night time Ghost : SNG)
- กรณีแรก เกิดขึ้นโดยตรงกับสมองของผู้ประสบเหตุ อาจเกิดจากการรบกวนกระบวนการไฟฟ้าชีวเคมีในสมอง ทำให้ประสาทและระบบรับความรู้สึกเกิดความผิดเพี้ยน โดยเฉพาะในส่วนของมันสมองและไขสันหลัง (หรืออาจจะเรียกว่า "ประสาทหลอน" ก็ว่าได้) หรือไม่ก็เกิดจากการกระตุ้นให้สมองเกิดภาพหลอนขึ้นเอง โดยสิ่งเร้าภายนอก โดยอาจใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดพอเหมาะยิงตรงไปยังสมองก็เป็นได้ หรือเกิดการควบคุมสภาวะแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก (ซึ่งเรียกว่า "ถูกควบคุมหรือถูกทำให้เกิดประสาทหลอน")
ซึ่งกรณีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผีไม่มีจริงในโลก
- กรณีที่สอง ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผีมีจริง ซึ่งหากไม่ใช่กรณีแบบสมมติฐานแรก สามารถแบ่งการปรากฏของผีได้ 7 ข้อ ดังนี้
1. ผีปรากฏตัวทั้งในเวลากลางคืนและกลางวันในเวลากลางวันมีการพบเห็นน้อย การปรากฏตัวแต่ละครั้งกินเวลายาวนานไม่แน่นอน
2. ผีสามารถเปล่งแสงสว่างหรือเรืองแสงในตัวเองได้ โดยต้องมีกำลังส่องสว่าง อยู่ในช่วงความเข้มแสงประมาณ 1-20 แรงเทียน จึงจะทำให้สายตามนุษย์สามารถมองเห็นได้
3. การปรากฏตัวของผีจะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากผีต้องดึงเอาพลังงานความร้อน ในบรรยากาศอย่างน้อย 60 จูลส์ เข้าไปสะสมทำให้ตัวเองเปล่งแสงออกมาได้
4. การปรากฏกายของผีต้องมีเครื่องนุ่งห่มด้วย และมักปรากฏในลักษณะเป็นภาพราง ๆ โปร่งแสงมองทะลุได้บ้าง และมีขนาดเล็กกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป
5. ผีจะปรากฏในสภาพที่หันหน้าเข้าหาผู้พบเห็นบ่อยครั้งกว่าหันหลัง
6. ผีมักปรากฏตัวในร่างของมนุษย์หรือเหมือนมนุษย์ (ประมาณ 90 เปอร์เซนต์ เท่าที่มีการศึกษา) มีน้อยมากที่ปรากฏตัวในร่างของสัตว์
7. มักจะมีเสียงหรือกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของผีในแต่ละครั้ง
และหากไม่เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 7 ข้อนี้ ไม่นับว่าเป็นผี[1]

[แก้] ผีในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ไทย

อย่างไรก็ตาม ผีในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ไทยเช่น ศ.ดร.นพ.เทพพนม เมืองแมน กล่าวว่า ผีมีจริงและแพ้คลื่นโทรศัพท์มือถือ โดยกล่าวอ้างถึงการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษว่าผีเป็นพลังงานในลักษณะที่คล้ายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันนี้การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้ผีซึ่งเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นสั้นปรากฏตัวน้อยลง เพราะไหลไปรวมในบริเวณที่ ๆ มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อย สอดคล้องกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคน คือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ว่า ผีเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง แต่การที่ใช้โทรศัพท์มากขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นการไล่ผี แต่เป็นการถ่ายเทคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังอีกจุดหนึ่งมากกว่า และในทางกลับกันการใช้มือถือซึ่งมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาก อาจทำให้เห็นภาพต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งไม่คิดว่า เป็นผีเพราะมนุษย์มีความรู้ในการพิจารณา การถ่ายภาพหรือวิดีโอแล้วมีภาพหรือเงาที่อธิบายไม่ได้ปรากฏนั้น ในอนาคตก็จะเห็นมากขึ้น เพราะวิทยาการล้ำหน้า เครื่องถ่ายภาพสามารถจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้มาก[2]